แม้ว่า “ไฮโดรเจน” (Hydrogen) จะเป็นก๊าซที่ ไม่มีสี ไม่มีกลิ่น และไม่มีรส
แต่ในโลกของพลังงาน กลับมีการเรียก “ไฮโดรเจนแต่ละประเภท” ด้วยชื่อสีต่าง ๆ เช่น
ไฮโดรเจนสีเขียว (Green Hydrogen),
ไฮโดรเจนสีน้ำเงิน (Blue Hydrogen),
และ ไฮโดรเจนสีเทา (Grey Hydrogen)
คำว่า “สี” ที่ใช้ในที่นี้ ไม่ได้หมายถึงสีจริงของก๊าซ
แต่เป็น “ระบบจำแนก” เพื่ออธิบายว่า
ไฮโดรเจนนั้นถูก “ผลิตจากแหล่งพลังงานแบบใด”
และ “ปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์มากน้อยเพียงใด”
แนวคิดนี้เริ่มต้นขึ้นในช่วงทศวรรษ 2000
เมื่อหน่วยงานพลังงานในยุโรปและอเมริกา
ต้องการหาวิธีสื่อสารให้ประชาชนเข้าใจง่ายว่า
“ไฮโดรเจนทุกชนิดไม่ได้สะอาดเท่ากัน”
เพราะบางวิธีผลิตไฮโดรเจนจาก “ฟอสซิล”
ซึ่งยังคงปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO₂) อยู่
ในขณะที่บางวิธีผลิตจาก “พลังงานหมุนเวียน”
ซึ่งปล่อยคาร์บอนน้อยมากหรือแทบไม่มีเลย
การให้ “สี” แก่ไฮโดรเจนแต่ละแบบจึงเกิดขึ้นเพื่อสะท้อน
ระดับความสะอาดของกระบวนการผลิต
และใช้เป็นเครื่องมือสำคัญในการกำหนดนโยบายพลังงานสะอาดในหลายประเทศ
“พลังงานไฮโดรเจนจากเชื้อเพลิงฟอสซิลแบบดั้งเดิม”
เป็นรูปแบบการผลิตไฮโดรเจนที่ใช้กันมากที่สุดในโลกปัจจุบัน
กระบวนการผลิตเรียกว่า Steam Methane Reforming (SMR)
โดยใช้ก๊าซมีเทน (CH₄) จากก๊าซธรรมชาติ
ทำปฏิกิริยากับไอน้ำร้อนในอุณหภูมิสูง
เพื่อให้ได้ก๊าซไฮโดรเจน (H₂)
แม้วิธีนี้จะให้ผลผลิตมากและต้นทุนต่ำ
แต่มี “ข้อเสียใหญ่” คือปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์จำนวนมากออกสู่บรรยากาศ
ซึ่งถือเป็นหนึ่งในสาเหตุของการเพิ่มขึ้นของก๊าซเรือนกระจก
คาร์บอนฟุตพรินต์สูงมาก และยังไม่สอดคล้องกับเป้าหมาย Net Zero
🩶 ใช้กันมากกว่า 70 % ของไฮโดรเจนทั่วโลกในปัจจุบัน
🩶 ใช้ในอุตสาหกรรมหนัก เช่น เหล็ก ปิโตรเคมี ปุ๋ย
“ไฮโดรเจนจากฟอสซิล + ระบบดักจับคาร์บอน”
กระบวนการผลิตเหมือนกับไฮโดรเจนสีเทา
แต่มีการ ติดตั้งระบบดักจับและกักเก็บคาร์บอน (Carbon Capture and Storage – CCS)
เพื่อป้องกันไม่ให้ CO₂ ที่เกิดจากกระบวนการผลิตหลุดออกสู่ชั้นบรรยากาศ
ไฮโดรเจนสีน้ำเงินจึงถูกมองว่าเป็น “ทางออกชั่วคราว”
ระหว่างการเปลี่ยนผ่านจากพลังงานฟอสซิลสู่พลังงานสะอาด
เพราะสามารถใช้โครงสร้างพื้นฐานเดิม เช่น ท่อส่งก๊าซ หรือโรงแยกไฮโดรเจนเดิม
แต่ลดการปล่อยคาร์บอนได้หลายสิบเปอร์เซ็นต์
💙 ถือเป็น “พลังงานสะอาดระดับกลาง”
💙 ยังมีการปล่อยคาร์บอนบางส่วน แต่ต่ำกว่า Grey มาก
💙 เป็นทางเลือกที่หลายประเทศใช้เพื่อเริ่มเปลี่ยนผ่าน
“ไฮโดรเจนจากพลังงานหมุนเวียน ปลอดคาร์บอน 100 %”
ถือเป็น “ไฮโดรเจนที่สะอาดที่สุด”
เพราะใช้ไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน เช่น พลังงานแสงอาทิตย์ หรือพลังงานลม
มาใช้ในกระบวนการแยกน้ำ Electrolysis (อิเล็กโทรลิซิส)
โดยการแยกน้ำ (H₂O) ออกเป็นไฮโดรเจน (H₂) และออกซิเจน (O₂)
กระบวนการนี้ไม่ต้องใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลเลย
และไม่มีการปล่อย CO₂ ออกมาในระหว่างผลิต
ของเสียเพียงอย่างเดียวคือ “ออกซิเจนบริสุทธิ์”
จึงถือว่าเป็นแหล่งพลังงานที่สอดคล้องกับเป้าหมาย Net Zero อย่างแท้จริง
💚 ปล่อยคาร์บอน ≈ ศูนย์
💚 เหมาะกับระบบไฟฟ้าและยานยนต์เซลล์เชื้อเพลิง (Fuel Cell)
💚 ต้นทุนยังสูง แต่ลดลงต่อเนื่องทุกปีอย่างมีนัยสำคัญ***
_______________________________________________________________
ในโลกของพลังงานจริง กระบวนการผลิตไฮโดรเจนไม่ได้มีเพียงเท่านี้
นักวิทยาศาสตร์และอุตสาหกรรมพลังงานทั่วโลกได้พัฒนา “เทคโนโลยีรูปแบบใหม่”
ที่ใช้พลังงานจากหลากหลายแหล่ง เช่น พลังงานนิวเคลียร์ ความร้อนใต้พิภพ หรือเทคโนโลยีไพโรไลซิส
เพื่อให้เข้าใจได้ง่าย นักวิชาการจึงขยายระบบ “สีของไฮโดรเจน” ออกไปอีกหลายสี
โดยแต่ละสีสะท้อนถึง ต้นทางของพลังงาน และ ระดับการปล่อยคาร์บอนที่แตกต่างกัน
“ไฮโดรเจนจากพลังงานนิวเคลียร์ – สะอาดและเสถียร”
ไฮโดรเจนสีชมพู (บางครั้งเรียกว่า Purple Hydrogen หรือ Red Hydrogen)
เป็นไฮโดรเจนที่ผลิตด้วยกระบวนการ Electrolysis เช่นเดียวกับไฮโดรเจนสีเขียว
แต่แตกต่างกันตรงที่ ไฟฟ้าที่ใช้มาจากพลังงานนิวเคลียร์
เนื่องจากพลังงานนิวเคลียร์มีเสถียรภาพสูงและปล่อยคาร์บอนต่ำมาก
ไฮโดรเจนสีชมพูจึงถูกจัดอยู่ในกลุ่มพลังงานสะอาดเช่นเดียวกับไฮโดรเจนสีเขียว
แต่มีข้อดีเพิ่มเติมคือ สามารถผลิตได้ต่อเนื่องตลอด 24 ชั่วโมง
เพราะโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ไม่ขึ้นอยู่กับสภาพอากาศ
💖 ปล่อยคาร์บอน: ต่ำมาก (ใกล้ศูนย์)
💖 พลังงานต้นทาง: นิวเคลียร์ (Nuclear Energy)
💖 เหมาะกับประเทศที่มีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์อยู่แล้ว เช่น ฝรั่งเศส ญี่ปุ่น เกาหลีใต้
“ไฮโดรเจนจากเทคโนโลยีไพโรไลซิส – ผลพลอยได้คือคาร์บอนแข็ง”
เป็นรูปแบบใหม่ที่อยู่ระหว่างการพัฒนา
ใช้กระบวนการที่เรียกว่า Methane Pyrolysis
คือการแยกโมเลกุลของมีเทน (CH₄) ด้วยความร้อนสูง
ให้กลายเป็นไฮโดรเจน (H₂) และคาร์บอนในรูปของแข็ง (Solid Carbon)
ข้อดีคือคาร์บอนไม่ได้ถูกปล่อยออกมาเป็นก๊าซ CO₂
แต่กลายเป็นของแข็งที่สามารถนำไปใช้ในอุตสาหกรรมอื่นได้ เช่น ยาง คาร์บอนไฟเบอร์ หรือวัสดุก่อสร้าง
ทำให้ไฮโดรเจนชนิดนี้มี “การปล่อยคาร์บอนต่ำมาก” และถูกมองว่าอาจเป็นพลังงานแห่งอนาคต
🩵 ปล่อยคาร์บอน: ต่ำ (ขึ้นอยู่กับแหล่งพลังงานที่ให้ความร้อน)
🩵 พลังงานต้นทาง: ก๊าซมีเทน + พลังงานความร้อน
🩵 ข้อดี: ได้คาร์บอนแข็งแทนคาร์บอนไดออกไซด์
“ไฮโดรเจนจากไฟฟ้าแหล่งผสม – ทั้งหมุนเวียนและนิวเคลียร์”
ไฮโดรเจนสีเหลืองเป็นคำเรียกที่ใช้ในบางประเทศ เช่น สหรัฐฯ และญี่ปุ่น
หมายถึงไฮโดรเจนที่ผลิตด้วย ไฟฟ้าจากหลายแหล่งผสมกัน
ทั้งพลังงานหมุนเวียน (เช่น แสงอาทิตย์) และพลังงานนิวเคลียร์
จุดเด่นคือเป็นระบบที่ยืดหยุ่น สามารถผลิตไฮโดรเจนได้ตลอดปี
แม้ในช่วงที่แสงอาทิตย์หรือพลังงานลมไม่เพียงพอ
💛 ปล่อยคาร์บอน: ต่ำถึงปานกลาง
💛 พลังงานต้นทาง: พลังงานผสม (หมุนเวียน + นิวเคลียร์)
💛 เหมาะกับระบบไฟฟ้าที่มีพลังงานหลายรูปแบบในโครงข่ายเดียว
“ไฮโดรเจนจากถ่านหิน – ปล่อยคาร์บอนสูง”
เป็นรูปแบบที่ใช้กันในยุคอุตสาหกรรมก่อนการมาของก๊าซธรรมชาติ
ผลิตด้วยกระบวนการ Coal Gasification หรือ “การทำให้ถ่านหินกลายเป็นก๊าซ”
โดยการทำปฏิกิริยาระหว่างถ่านหินกับไอน้ำในอุณหภูมิสูง
ให้เกิดก๊าซไฮโดรเจนและก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จำนวนมาก
ไฮโดรเจนสีน้ำตาลเป็น “ไฮโดรเจนที่ปล่อยคาร์บอนมากที่สุด”
และในหลายประเทศได้ยุติการใช้วิธีนี้แล้ว
เนื่องจากมีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมโดยตรง
🤎 ปล่อยคาร์บอน: สูงมาก
🤎 พลังงานต้นทาง: ถ่านหิน / ลิกไนต์
🤎 ถูกแทนที่ด้วยเทคโนโลยี Blue และ Green Hydrogen
“ไฮโดรเจนจากถ่านหินบิทูมินัส – พลังงานฟอสซิลรุ่นเก่า”
คล้ายกับไฮโดรเจนสีน้ำตาล แต่ใช้ถ่านหินบิทูมินัส (Bituminous Coal)
ซึ่งมีคาร์บอนหนาแน่นกว่าและให้พลังงานสูงกว่า
แต่ก็ปล่อย CO₂ มากกว่าเช่นกัน
ปัจจุบันไฮโดรเจนสีดำถูกจัดเป็น “ไฮโดรเจนรุ่นเก่า”
และมักใช้ในบริบทเชิงประวัติศาสตร์หรืออุตสาหกรรมที่ยังไม่เปลี่ยนผ่าน
🖤 ปล่อยคาร์บอน: สูงมากที่สุด
🖤 พลังงานต้นทาง: ถ่านหินบิทูมินัส
🖤 ถือเป็นเทคโนโลยีที่โลกกำลังลดการใช้ลงอย่างรวดเร็ว
ต้นแบบเทคโนโลยีเซลล์เชื้อเพลิงไฮโดรเจน ใช้ "น้ำ" และ "อากาศ" ผลิตไฟฟ้าพลังงานสะอาด
©2025 Hydrogen Thai
เราาใช้คุกกี้ในการวิเคราะห์การเข้าชมเว็บไซต์และปรับปรุงประสิทธิภาพการใช้งานเว็บไซต์ของคุณให้ดีขึ้น เมื่อยอมรับการใช้งานคุกกี้ของเรา เราจะรวบรวมข้อมูลของคุณกับข้อมูลผู้ใช้อื่นๆ ทั้งหมด